ประเพณีลอยกระทง 4 ภาค

ในสมัยก่อนชาวไทยทุกภาคจะตั้งบ้านเรือนอยู่ตามริมฝั่งน้ำ ใช้น้ำจากแม่น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต ทำกสิกรรม และติดต่อสัญจรสู่ถิ่นอื่น แม้ว่าในโลกสมัยใหม่ทุกวันนี้แม่น้ำจะลดบทบาทลง แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวไทยปฏิบัติสืบทอดกันมาคือวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ หนึ่งในนั้นคือ “ประเพณีลอยกระทง” ที่แม้จะมีพิธีกรรมแตกต่างกันไปบ้างตามความเชื่อ อิทธิพลของสภาพแวดล้อม และวิถีชีวิต แต่ที่เหมือนกันคือการรำลึกถึงบุญคุณของ “แม่น้ำ” การบูชาพระพุทธเจ้า สักการะรอยพระพุทธบาท และการลอยเคราะห์โศกให้ไหลไปกับสายน้ำ

ประเพณีลอยกระทงภาคกลาง

เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมีพระราชพิธี “จองเปรียงลดชุดลอยโคม” ที่นำกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เรียกพระราชพิธีนี้ว่า “ลอยพระประทีปกระทง” มีการจัดทำกระทงใหญ่บนแพหยวกกล้วย ตกแต่งอย่างงามวิจิตรประกวดประขันกัน ซึ่งในเวลาต่อมาพิธีการลอยกระทงได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในราษฎรชาวไทย กระทงของภาคกลางมี 2 ประเภทคือ กระทงแบบพุทธ ประดิษฐ์ด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง ใบกระบือ ก้านพลับพลึง ใบโกศล ประดับด้วยดอกไม้สด ในกระทงตั้งพุ่มทองน้อย ธูปไม้ระกำ เทียน และสิ่งของอื่น ๆ ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น กระทงแบบพราหมณ์ จะไม่มีเครื่องทองน้อย บางท้องถิ่นใส่หมากพลู เงินเหรียญ หรือตัดเส้นผม เล็บ ใส่ลงไปเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์

ประเพณีลอยกระทงภาคเหนือ

เทศกาลยี่เป็งเป็นงานบุญใหญ่ของชาวเหนือ จัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนยี่ หรือเดือน 2 ตามการนับแบบจันทรคติของชาวล้านนา ซึ่งนับเดือนเร็วกว่าเมืองทางใต้ 2 เดือน ในเทศกาลนี้นอกจากการลอยกระทง จะมีการจุดประทีปโคมไฟเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ตกแต่งวัดและบ้านเรือนด้วยซุ้มประตูป่าเพื่อถวายการต้อนรับพระเวสสันดรเสด็จกลับเข้าพระนคร มีการตั้งธรรมหลวงหรือฟังเทศน์มหาชาติ หากวันเพ็ญเดือนยี่ของปีใดตรงกับวันพุธเรียกว่า “เป็งปุ๊ด” จะมีประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนเพื่อบูชาพระอุปคุต พระอรหันต์ซึ่งจำศีลภาวนาอยู่ ณ สะดือทะเล และจะขึ้นมาโปรดชาวเมืองในคืนเดือนเพ็ญวันพุธก่อนรุ่งอรุณ

ในภาคเหนือแต่ละจังหวัดมีประเพณีลอยกระทงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น จังหวัดตาก มีพิธีปล่อยกระทงสายให้ลอยไปตามร่องน้ำ ส่องแสงระยิบระยับเป็นสายยาวยามค่ำคืน เป็นขนบประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณ หลอมรวมพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างโดดเด่น กระทงสายประกอบด้วย กระทงนำ กระทงขนาดใหญ่ภายในใส่เครื่องบูชาพระพุทธเจ้า กระทงตาม กระทงกะลามะพร้าวหล่อด้วยเทียนไขหรือน้ำผึ้งสำหรับจุดไฟ และกระทงปิดท้าย ที่บอกถึงการสิ้นสุดการลอยกระทงสาย

ประเพณีลอยกระทงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ประเพณีลอยกระทงภาคอีสานเรียกว่า “สิบสองเพ็ง” หมายถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ซึ่งแต่ละจังหวัดจะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป เช่น จังหวัดร้อยเอ็ด มีประเพณี “สมมาน้ำคืนเพ็ง เส็งประทีป” หมายถึงการขอขมาพระแม่คงคาในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง และการประกวดประชันประทีปกระทง จังหวัดสกลนคร ในอดีตมีการลอยกระทงจากกาบกล้วย คล้ายการทำปราสาทผึ้งโบราณ เรียกว่า “เทศกาลลอยประทีปพระราชทาน สิบสองเพ็งไทสกล”

จังหวัดนครพนมจะตกแต่งเรือประดับไฟเป็นพญานาคหรือรูปต่าง ๆ เรียกว่าเทศกาลไหลเรือไฟ หรือ “เฮือไฟ” ในภาษาถิ่นอีสาน สมัยก่อนชาวบ้านริมแม่น้ำโขงจะสร้างเฮือไฟด้วยวัสดุจากธรรมชาติ ประดับด้วยกระดาษสี ข้างในใส่ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารและสิ่งของที่ต้องการบริจาคทาน ด้านข้างติดตะเกียงหรือขี้ไต้สำหรับจุดไฟก่อนจะปล่อยให้ลอยไปตามลำน้ำ เรือไฟในปัจจุบันสร้างด้วยโครงไม้ไผ่ขนาดใหญ่โอฬาร ประดับดวงไฟนับหมื่น ๆ ดวงวาดเป็นลวดลายที่ละเอียดซับซ้อนสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นตัวแทนของความศรัทธา ความเชื่อ และความสามัคคี ที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ได้ชมอย่างไม่ลืมเลือน

ประเพณีลอยกระทงภาคใต้

ชาวใต้จะนำหยวกกล้วยมาทำเป็นเรือหรือแพบรรจุอาหารต่าง ๆ แล้วลอยไปตามลำน้ำ การลอยกระทงทางภาคใต้ไม่ได้กำหนดเป็นวันเทศกาลที่แน่นอน แต่จะลอยเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บ เป็นการสะเดาะเคราะห์ การตกแต่งเรือหรือแพลอยเคราะห์จะใช้การแทงหยวกเป็นลวดลายสวยงาม ประดับด้วยธงทิว ในแพบรรจุดอกไม้ ธูปเทียน เงิน และเสบียงต่าง ๆ ตามความเชื่อของชาวบ้านในท้องถิ่น